สวยใส ไร้รอยแผล กับวิธีสยบแผลเป็นและคีลอยด์

Last updated: Jul 27, 2020  |  1934 จำนวนผู้เข้าชม  |  เรื่องน่ารู้การศัลยกรรม

สวยใส ไร้รอยแผล กับวิธีสยบแผลเป็นและคีลอยด์


บอกลาแผลเป็นและคีลอยด์



หลังการทำศัลยกรรม เชื่อได้เลยว่าหลายท่านต้องพบกับปัญหารอยแผลเป็น หรือคีลอยด์ ซึ่งการเกิดรอยนูนขึ้นมาจากผิวหนังใหม่ๆ อาจมีสีแดงหรือสีม่วง และสีจะค่อยๆซีดลง เวลาสัมผัสจะรู้สึกแข็งๆด้านๆ ส่งผลให้เกิดความไม่สวยงามบนผิวหนัง

 



สาเหตุของคีลอยด์เกิดจาก กระบวนการตามธรรมชาติที่ร่างกายสร้างเนื้อเยื่อขึ้นมาสมานแผล เพื่อให้แผลหายเร็วขึ้น แต่บางครั้งกระบวนการนี้ก็ทำงานมากเกินไป ส่งผลให้เกิดเป็นรอยนูนขึ้นมา ซึ่งอาจดูไม่สวยงาม แต่ก็ไม่ได้ก่อให้เกิดอาการเจ็บแต่อย่างใด

 



การรักษาคีลอยด์

ในปัจจุบันยังไม่มีวิธีที่ได้ผลแน่นอนชัดเจน การรักษาอาจเพียงช่วยทำให้ลักษณะของคีลอยด์ดูดีขึ้น แต่ยังมีโอกาสที่คีลอยด์จะเติบโตขึ้นมาอีกครั้งหลังจากรับการรักษา โดยแพทย์อาจแนะนำวิธีใด ๆ ต่อไปนี้หรือใช้หลาย ๆ วิธีควบคู่กันไป


 


1. การฉีดคอร์ติโซนสเตียรอยด์ เป็นการฉีดสเตียรอยด์เข้าที่แผลเป็นให้ทุกๆ 4-8 สัปดาห์ เพื่อช่วยให้คีลอยด์ยุบตัวลง แต่อาจมีผลข้างเคียงทำให้แผลเป็นและบริเวณรอบๆเกิดรอยแดง

2. การผ่าตัด วิธีนี้ถือเป็นวิธีที่มีความเสี่ยง เพราะจะไปกระตุ้นให้แผลเป็นเกิดรอยนูนขึ้นมาเหมือนเดิมหรือมีขนาดใหญ่กว่าเดิม

3. การเลเซอร์ เป็นการใช้เลเซอร์ชนิดที่มีความอ่อนโยนต่อผิว (Pulsed Dye Lasers) ซึ่งจะช่วยให้แผลเป็นคีลอยด์เรียบแบนและแดงน้อยลงได้ ทั้งยังเป็นการรักษาที่ปลอดภัยและไม่ทำให้เจ็บมาก แต่อาจต้องทำหลาย ๆ ครั้ง และมีราคาค่อนข้างแพง

4. การใช้เจลหรือแผ่นซิลิโคนลดแผลเป็น เป็นวิธีที่ง่ายและไม่เจ็บ แต่ต้องใช้เวลาหลายเดือน และค่อนข้างยากลำบากที่จะให้แผ่นซิลิโคนนี้คงอยู่กับที่

5. การใช้แผ่นผ้าแปะกด ช่วยทำให้เกิดแรงกดและป้องกันไม่ให้คีลอยด์สัมผัสกับอากาศ มีวิธีใช้โดยการปิดไว้ที่บริเวณแผลเป็นตั้งแต่วันละ 12-24 ชั่วโมง

6. การรักษาด้วยความเย็นจัด ใช้กับแผลขนาดเล็ก โดยเป็นการให้คีลอยด์ได้สัมผัสกับความเย็นสูงจากไนโตรเจนเหลว ความเย็นจัดจะช่วยให้คีลอยด์แบนเรียบลงได้

7. การฉีดอินเทอร์เฟอรอน คือโปรตีนชนิดหนึ่งที่ผลิตขึ้นโดยระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายที่ช่วยกำจัดไวรัส แบคทีเรีย เชื้อโรค และสิ่งแปลกปลอมต่างๆออกไป

8. ฟลูออโรยูราซิลและบลีโอมัยซิน ยา 2 ชนิดนี้เป็นยาต้านมะเร็ง แต่อาจนำมาฉีดชะลอการก่อตัวของคีลอยด์ได้เช่นกัน โดยอาจใช้ลำพังหรือใช้ควบคู่ไปกับการฉีดสเตียรอยด์ก็ได้ อย่างไรก็ตาม ยานี้อาจส่งผลข้างเคียงคือก่อให้เกิดอาการเจ็บที่คีลอยด์ ผิวหนังบริเวณดังกล่าวมีสีซีดลง หรือทำให้ผิวถูกทำลายเสียหายได้

9. การฉายรังสี มักใช้เป็นทางเลือกสุดท้ายในการรักษาคีลอยด์ เนื่องจากมีความเสี่ยงก่อให้เกิดมะเร็งได้ โดยจะนำมาใช้ในกรณีที่จำเป็นอย่างการรักษาบางส่วนของร่างกายที่ห่างไกลจากอวัยวะภายใน เช่น แขนหรือขา

10. การใช้ยาเรตินอยด์ มักใช้รักษาคีลอยด์ที่เกิดขึ้นจากรอยสิว การทาเรตินอยด์ลงบนแผลเป็นจะช่วยให้อาการดีขึ้นได้ แต่การรักษาชนิดนี้ไม่เป็นที่นิยมเพราะอาจไม่ได้ผลเทียบเท่าวิธีอื่นๆ


 

ส่วนจะเลือกวิธีการรักษาแบบใดนั้น ทางที่ดีควรปรึกษาแพทย์หรือศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะดีที่สุด

 

 

รีวิวที่เกี่ยวข้อง


“ถุงใต้ตา” ตัวการพรากความอ่อนวัยไปจากใบหน้า!


อยากสวย อยากหน้าเด็กต้องรู้ PRP คืออะไร?


ทำความรู้จักกับวิสัญญีแพทย์ ผู้อยู่เบื้องหลังการทำศัลยกรรม