เสริมหน้าอก รู้ลึกรู้จริง สวยเด่น ปลอดภัย


บทความให้ความรู้เกี่ยวกับการ เสริมหน้าอก ศัลยกรรมเสริมหน้าอก การเตรียมตัว รูปแบบการผ่าตัด การดูแลหลังเสริมนมว่าต้องดูแลอะไรบ้าง ผลข้างเคียงต่างๆ โดย คุณหมอหลุยส์ นพ. พลเดช สุวรรณอาภา วุฒิบัตรศัลยแพทย์เฉพาะทาง โดยแพทย์สภา ซึ่งปัจจุบันคุณหมอประจำอยู่ที่ คลินิกศัลยกรรม JaremClinic

 

เสริมหน้าอก เสริมนม



เสริมหน้าอก Jaremclinic

 

เสริมหน้าอก คืออะไร?

 

เสริมหน้าอก คือ การ "เพิ่มขนาดหน้าอก" ด้วยวิธีต่างๆ ตั้งแต่การใช้สารเติมเต็มฉีดเข้าไปในเนื้อนม ไม่ว่าจะเป็นฟิลเลอร์ เสริมหน้าอกด้วยไขมันตัวเอง หรือผ่าตัดใส่ถุงเต้านมเทียม ซึ่งมีหลายขนาด รูปทรงกลม หรือ เสริมหน้าอกทรงหยดน้ำ วัตถุประสงค์เพื่อให้หน้าอกมีขนาดใหญ่ขึ้น มีรูปทรงที่ต้องการ นมสวยขึ้น เต่งตึงขึ้น ขึ้นอยู่กับความต้องการที่แตกต่างกันแต่ละบุคคล บทความนี้จะอธิบายถึง ประวัติความเป็นมา วิธีการผ่าตัด ชนิดของซิลิโคน ตำแหน่งการวางซิลิโคน และรูปรีวิวเสริมหน้าอกอีกมากมาย

รีวิวเสริมหน้าอก เสริมน่าอกทำนม รูปก่อนหลังทำนมรีวิว


 

 



การเสริมหน้าอก มีองค์ประกอบอะไรที่สำคัญ?


ศัลยกรรมเสริมหน้าอก Breast Augmentation เกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อ คศ.1985 ประมาณ 100 ปีก่อน หลังจากนั้น เทคโนโลยีศัลยกรรมเต้านม ก็พัฒนามาตลอดจนถึงปัจจุบัน ด้วยวัสดุซิลิโคนที่ดีขึ้น เทคนิคการผ่าตัดเสริมนมที่ดีขึ้น การเตรียมตัวดูแลก่อนและหลังผ่าตัดที่มีแนวทางชัดเจน ทำให้ภาวะแทรกซ้อนลดน้อยลงมากกว่าในอดีต


วิธีการเสริมหน้าอกด้วยเทคโนโลยีในปัจจุบัน แบ่งได้ดังนี้ 

  1. เสริมหน้าอกด้วยถุงเต้านมเทียม (Breast Implant Only)
  2. เสริมหน้าอกด้วยไขมันตนเอง (Fat Graft Lipofilling)
  3. เสริมหน้าอกด้วยถุงเต้านมเทียมและฉีดไขมันตนเองร่วมกัน (Hybrid Breast augmentation)

เสริมหน้าอกด้วยถุงเต้านมเทียม (Breast Implant Only)


ในอดีตการศัลยกรรมหน้าอก เริ่มต้นจากการฉีดสารแปลกปลอมเข้าไปในร่างกาย โดยใช้สารต่างๆมาทดลองแม้กระทั่งใช้ พาราฟิน (Paraffin) แต่ได้ผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ เช่น อักเสบ แผลติดเชื้อ หรือเกิดก้อนเนื้องอก จบลงด้วยการที่ต้องตัดเต้านมทิ้ง จากนั้นได้พัฒนาถุงเต้านมเทียมขึ้นเป็นครั้งแรกในปี คศ.1960 (พศ. 2503) พบว่าได้ผลเป็นที่พึงพอใจ ได้ใช้ในการศัลยกรรมเสริมนมจนถึงปัจจุบัน ณ ตอนนี้ถุงเต้านมเทียมได้พัฒนามาจนถึงรุ่นที่ 5 แล้ว (5th generation)

 

 

ซิลิโคนเสริมหน้าอก

 

เสริมหน้าอกด้วยถุงเต้านมเทียมแบ่งได้เป็น 2 ชนิด

  • เสริมนมถุงน้ำเกลือ (Saline breast implant)
  • เสริมนมถุงซิลิโคน (Silicone-gel breast implant)

เสริมนมถุงน้ำเกลือ (Saline breast implant)


ถุงซิลิโคนชนิดน้ำเกลือนี้สามารถบรรจุน้ำเกลือเพื่อเพิ่มขนาดถุงซิลิโคนให้ใหญ่ขึ้นตามความต้องการ ข้อดีของซิลิโคนชนิดนี้คือแพทย์ผู้ทำศัลยกรรมหน้าอก สามารถเปิดแผลเล็กใส่ถุงซิลิโคนผ่านบาดแผลขนาดเล็ก จากนั้นจึงเติมน้ำเกลือผ่าน Valve ที่เชื่อมกับถุงเต้านมเทียมได้โดยตรง และยังมีความปลอดภัยสูง หากถุงเต้านมเกิดฉีกขาด น้ำเกลือที่อยู่ในถุงก็สามารถถูกดูดซึมผ่านร่างกายได้ดี แต่มีอัตราการรั่วซึมสูงและสัมผัสที่ไม่เป็นธรรมชาติ ปัจจุบันในประเทศไทยไม่มีที่ผลิตแล้ว

 

เสริมนมถุงซิลิโคนเจล (Silicon-filled implant)


ถุงซิลิโคนเจลที่ใส่ซิลิโคนเหลวบรรจุอยู่ภายใน ทำให้มีสัมผัสที่นุ่มนวลมากขึ้น ปัจจุบันการเสริมหน้าอกในประเทศไทยเกือบ100% เลือกใช้ถุงซิลิโคนชนิดนี้ แต่อาจจะเลือกใช้แต่ละแบรนด์แตกต่างกันตามแต่ประสบการณ์ของศัลยแพทย์

รูปทรงของซิลิโคนหน้าอก

  1. ซิลิโคนเสริมหน้าอกทรงกลม (Round Implant)
  2. ซิลิโคนเสริมหน้าอกทรงหยดน้ำ (Tear Drop implant)

 

ซิลิโคนเสริมหน้าอกทรงกลม(Round Implant)


ซิลิโคนทรงกลม เป็นที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายในเคสเสริมนมทั่วๆไป ด้วยรูปทรงลักษณะกลม รอบวงซิลิโคนเท่ากันทุกๆส่วนทำให้มีความแน่น หน้าอกเต่งตึง เพิ่มความเด่น ดึงดูดสายตาได้ดี นอกจากนั้นซิลิโคนทรงกลมก็มี “ความพุ่ง” (Degree of Projections) แตกต่างกันหลายระดับให้เลือกใช้

 

 

ซิลิโคนนม

 

ซิลิโคนเสริมหน้าอกทรงหยดน้ำ (Tear Drop implant)


เสริมหน้าอกทรงหยดน้ำ Tear Drop หรือ Anatomic implants ลักษณะพิเศษของรูปทรงที่คล้ายหยดน้ำ “ลีบบนขยายล่าง” ออกแบบมาให้คล้ายกายวิภาคหน้าอกตามธรรมชาติ ปริมาณซิลิโคนเจลจะเยอะในฐานล่างของซิลิโคน  ซิลิโคนทรงหยดน้ำส่วนใหญ่จะเติมซิลิโคนเจลเป็นชนิดกึ่งแข็งกึ่งเหลวเพื่อให้คงรูปทรงหยดน้ำและสัมผัสยังนิ่มเหมือนซิลิโคนเจลทั่วๆไป เราอาจจะรู้จักกันในชื่อ “Gummy Bear implant” การเลือกทรงซิลิโคนมีความสำคัญอย่างมากเพราะถ้าต้องการเนินหน้าอกชัด หน้าอกใหญ่ Sexy ก็ควรเลือกซิลิโคนทรงกลมดีกว่าทรงหยดน้ำที่เนินหน้าอกน้อยกว่า แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องเลือกขนาดซิลิโคนไม่ใหญ่ไปกว่าฐานหน้าอกของเรา ไม่เช่นนั้นอาจเกิดปัญหาหน้าอกสองลอนขึ้นได้ (Double bubble)

 

พื้นผิวของซิลิโคน

พื้นผิวของซิลิโคนมีให้เลือก 2 แบบ คือ แบบผิวเรียบ กับ แบบผิวทราย



 เสริมนม ด้วยซิลิโคน

แบบผิวเรียบ (Smooth surface)


พื้นผิวของถุงซิลิโคนชนิดนี้เรียบใส สัมผัสไม่หยาบ ผิวเรียบมีให้เลือกเฉพาะซิลิโคนทรงกลมเท่านั้น

ข้อดีของผิวเรียบ
มีความนิ่มมากว่าแบบผิวทราย สัมผัสนิ่มธรรมชาติมากกว่า และอัตราการเกิด มะเร็งต่อมน้ำเหลืองจากซิลิโคน (BIA-ALCL) น้อยกว่าผิวทราย ความยาวแผลผ่าตัดสั้นกว่า เนื่องจากความเรียบลื่นทำให้ใส่ซิลิโคนได้ง่าย  

ข้อเสียของผิวเรียบ
เกิดริ้วรอยรอบซิลิโคนได้ง่ายหากใช้ทำนมในผู้ที่มีเนื้อนมน้อยหรือเสริมแบบเหนือกล้ามเนื้อ เปลือกซิลิโคนบาง หากได้รับการกระทบกระเทือนรุนแรงก็อาจจะแตกหรือรั่วซึมได้ง่ายกว่าผิวทราย อัตราการเกิด พังผืดหดรัด (Capsular Contracture) มากกว่าผิวทราย

 

แบบผิวทราย (Textured surface)


พื้นผิวของถุงซิลิโคนครอบคลุมด้วยซิลิโคนชีทที่ไม่เรียบ สัมผัสหยาบเหมือนผิวทราย

ข้อดีของผิวทราย
ผิวทรายเพิ่มพื้นที่ผิวให้ซิลิโคนมากขึ้น ทำให้ยึดติดกับผิวเนื้อนมได้ดีกว่าผิวเรียบ ตัวซิลิโคนจึงยึดติดแน่นในตำแหน่งที่วางซิลิโคน ไม่เคลื่อนตัว หรือพลิกได้ง่าย อัตราการเกิดพังผืดหดรัด น้อยกว่าชนิดผิวเรียบ

ข้อเสียของผิวทราย
อัตราการเกิดมะเร็งต่อมน้ำเหลืองจากซิลิโคน (BIA-ALCL) มากกว่ากว่าผิวเรียบ
มีหลายงานวิจัยที่นำเสนอมาว่าไม่ว่าจะเป็นผิวเรียบหรือผิวทรายอัตราการเกิดพังผืดหดรัดก็ไม่ได้แตกต่างกันมากนัก แต่เมื่อไม่นานมานี้ได้มีรายงานการเกิดมะเร็งน้ำเหลืองจากซิลิโคนหน้าอก (BIA-ALCL) เพิ่มขึ้นมากในซิลิโคน “นัทเทล” (Natrelle) ผิวทราย จนโดนถอดออกในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทยเราด้วย จึงทำให้ซิลิโคนผิวเรียบนิยมมากกว่า



ซิลิโคนMentor กับ Motiva

บทความเพิ่มเติม ซิลิโคน Mentor กับ Motiva

 

เสริมหน้าอกด้วยไขมันตนเอง (Fat Graft Lipofilling)

เป็นการนำไขมันของตนเองมาใช้เป็นสารเติมเต็มฉีดเข้าไปที่หน้าอกเพื่อให้หน้าอกเต่งตึงขึ้น เหมือนเสริมด้วยซิลิโคน ปัจจุบันในคนไข้ที่กลัวภาวะ "Silicone illness syndrome" นิยมใช้วิธีนี้เสริมด้วยไขมันตนเองมากขึ้นเรื่อยๆ มีข้อดีคือ ไม่มีสิ่งแปลกปลอม (ซิลิโคน) เข้าไปในร่างกาย เป็นการดูดลดไขมันไปในตัว สามารถนำไขมันไปฉีดตกแต่งรูปทรงของหน้าอกในจุดต่างๆได้ดี เช่น เพิ่มความชิดของหน้าอก ในกรณีที่ ทำนมไปแล้วอกยังห่างอยู่ หรือใช้รักษาภาวะริ้วรอยรอบซิลิโคน (Rippling) ข้อเสียคือ หากไขมันที่ดูดมีไม่เพียงพอก็เติมเต็มหน้าอกได้น้อย ถ้าเตรียมไขมันไม่ดี ปั่นไม่เหมาะสม อัตราการสลายตัวก็สูง นมอาจจะยุบลงไปถึง 50-70% มีค่าใช้จ่ายสูงกว่าปกติ

 

 เสริมหน้าอกด้วยไขมันตัวเอง

 

ตำแหน่งของแผลผ่าตัดเสริมหน้าอกและตำแหน่งวางซิลิโคน


ตำแหน่งแผลผ่าตัดแบ่งออกเป็น 3 แบบ 


เสริมหน้าอกผ่านทางรักแร้ (Armpit incision,Transaxillary incision) 

แผลทางรักแร้เป็นแผลยอดนิยมในอดีต เนื่องจากเชื่อว่าข้อดีของการผ่าตัดแผลทางนี้คือ มองไม่เห็นแผล แต่ปัจจุบันผู้หญิงใส่ชุดโชว์รักแร้มากขึ้น อาจจะซ่อนแผลไม่ได้เสมอไป ผ่าตัดศัลยกรรมหน้าอกทางรักแร้ส่วนใหญ่เป็นการผ่าตัดเหนือกล้ามเนื้อมากกว่าใต้กล้ามเนื้อ และเนื่องจากแผลผ่าตัดทางรักแร้จะทำให้เลาะชั้นกล้ามเนื้อได้ยาก ควรต้องใช้วิธีส่องกล้องร่วมด้วย วิธีนี้เกิดเลือดคั่งได้มากกว่าวิธีอื่น และเกิดปัญหาราวนมไม่เท่ากันได้บ่อย 

เสริมหน้าอกผ่านทางรอบปานนม (Periareolar,Around nipple incision) 

แผลทางปานนมมีข้อดีคือแผลเล็ก ถ้ารักษาได้ดีอาจจะมองไม่เห็นแผลเลย แต่อาจจะใส่ซิลิโคนได้ขนาดเล็กตามไปด้วย บริเวณปานนมมักเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรค แผลรอบปานนมจึงเสี่ยงติดเชื้อมากกว่าแผลอื่นๆ เสี่ยงบาดเจ็บต่อท่อน้ำนม และทำให้ความรู้สึกที่หัวนมชามากกว่าวิธีอื่น 


เสริมหน้าอกผ่านทางใต้ราวนม (Inframammary incision) 

แผลใต้ราวนมเป็นแผลศัลยกรรมหน้าอกที่นิยมมากในปัจจุบัน สามารถเลาะชั้นกล้ามเนื้อได้ดี จัดวางตำแหน่งซิลิโคนได้ดีกว่าวิธีอื่นๆ สามารถใส่ซิลิโคนขนาดใหญ่ๆได้ สามารถผ่าตัดพร้อมกับการผ่าตัดยกกระชับไปพร้อมกันในทีเดียว อาการเจ็บแผลหรือเจ็บเต้านมหลังผ่าตัดน้อยกว่าวิธีทางรักแร้ แต่อาจจะมีปัญหาเรื่องแผลเป็นเห็นชัด ดังนั้นต้องดูแลแผลอย่างถูกวิธีเพื่อลดแผลเป็นให้จางลงตามกาลเวลา


 เสริมหน้าอกทรงหยดน้ำ

การเสริมหน้าอกโดยการส่องกล้อง (Endoscopic assisted breastaugmentation)


เป็นการนำเอาเทคโนโลยีส่องกล้องผ่าตัดมาช่วยในการเสริมนม มีประโยชน์มากในการศัลยกรรมหน้าอกทางรักแร้ เพราะการผ่าตัดทางรักแร้ วิธีทำนมใต้กล้ามเนื้อเป็นไปได้ยาก การใช้กล้องช่วย แพทย์จะสามารถเห็นชั้นกล้ามเนื้อ และเส้นเลือดได้ชัดเจน ควบคุมการผ่าตัดได้ดี รบกวนเนื้อเยื่อน้อย สร้างพื้นที่วางซิลิโคนได้พอดี การทำนมโดยการส่องกล้องนี้เป็นเพียงการนำกล้องมาช่วยผ่าตัดเท่านั้น ดังนั้นหากแพทย์ผู้ผ่าตัดเห็นชั้นกล้ามเนื้อ เห็นขอบเขตการผ่าตัดชัดเจนอยู่แล้วก็ไม่จำเป็นต้องใช้วิธีนี้ เนื่องจากใช้เวลาผ่าตัดนานกว่าปกติ ค่าอุปกรณ์สูงกว่า และใส่ซิลิโคนได้ขนาดเล็ก



ปัจจุบันซิลิโคนศัลยกรรมหน้าอกทำจากวัสดุที่ดี มีความยืดหยุ่นมาก ทำให้แพทย์ศัลยกรรมเปิดแผลผ่าตัดได้เล็กมากกว่าในอดีต

และสมัยนี้มียารักษาแผลเป็นที่มีคุณภาพ หากทายาร่วมกับติดแผ่นกันรอยแผลเป็นนูน (ซิลิโคนเจลชีท) เวลาผ่านไป 3-6 เดือน ก็แทบจะไม่เห็นแผล ที่จาเรมคลินิกเราผ่าตัดแผลให้เล็กที่สุดใช้มีดกรีดครั้งเดียว ใส่ซิลิโคนผ่านแผลอย่างนุ่มนวลเพื่อให้เนื้อเยื่อบาดเจ็บน้อยที่สุด ใช้ไหมละลายเย็บแผลจึงไม่จำเป็นต้องตัดไหม อีกทั้งยังมีโปรแกรมดูแลแผลร่วมกับ Laser ลบรอยแผลเป็นให้ด้วย ดังนั้นการทำหน้าอกใต้ราวนมก็ไม่ต้องกังวลเรื่องแผลแต่ถ้าต้องการเสริมทางรักแร้ต้องดูดีๆว่า ทำหน้าอกโดยการส่องกล้องหรือไม่? ถ้าแพทย์ไม่ได้ใช้วีธีส่องกล้องในการผ่าตัดทางรักแร้ ให้สงสัยไว้ก่อนว่าแพทย์ท่านนั้นทำหน้าอกให้เราแบบเหนือกล้ามเนื้อและเสี่ยงราวนมไม่เท่ากัน


 แผลหลังเสริมอก

แผลหลังเสริมนม

แผลผ่าตัดเล็กยิ่งเวลาผ่านไปจะจางจนมองไม่เห็น

 
 

ตำแหน่งการวางซิลิโคนเสริมหน้าอก


หลังจากเลือกตำแหน่งแผลสำหรับศัลยกรรมหน้าอกไปแล้ว การวางซิลิโคนในร่างกายก็สามารถวางตำแหน่งต่างกัน ปัจจุบันวางได้ 3 ตำแหน่ง

เสริมหน้าอกเหนือกล้ามเนื้อ (Subgradular)


การวางซิลิโคนแบบนี้เหมาะกับผู้ที่มีเนื้อหน้าอกอยู่บ้างแล้ว ไม่เหมาะกับคนที่มีรูปร่างผอมมาก หรือมีเนื้อหน้าอกน้อย เพราะจะดูไม่เป็นธรรมชาติ เมื่อเวลาผ่านไปจะยิ่งทำให้เห็นขอบถุงซิลิโคนชัดมากในผู้ที่มีผิวบาง และเกิดริ้วรอยรอบซิลิโคนได้ง่าย ถึงแม้ว่าวิธีนี้จะได้รับความเจ็บปวดน้อยกว่า แต่ก็มีโอกาสทำให้เกิดพังผืดได้สูงกว่าในอนาคต และรูปทรงหน้าอกหลังเสริมด้วยซิลิโคนที่ขนาดใหญ่มากๆ ก็จะมีโอกาสคล้อยลงได้มากกว่าอีกด้วย

เสริมหน้าอกใต้กล้ามเนื้อ (Sub​muscular)


การวางซิลิโคนแบบนี้จะดูเป็นธรรมชาติที่สุด เหมาะกับผู้ที่มีเนื้อหน้าอกน้อย วิธีนี้จะไม่เห็นขอบของถุงซิลิโคน การสัมผัสจะช่วยให้ได้รับความรู้สึกว่าเหมือนหน้าอกจริงมากกว่า เพราะถุงซิลิโคนจะซ่อนอยู่ใต้กล้ามเนื้อ แต่หากเกร็งกล้ามเนื้อหน้าอกอาจจะเห็นซิลิโคนเคลื่อนที่ได้ และเจ็บมากกว่า (ในระยะแรก)

เสริมหน้าอกใต้กล้ามเนื้อหน้าอกบางส่วนและใต้เนื้อเต้านมบางส่วน (Dual plane)

เป็นการผ่าตัดแบบผสมผสาน2วิธี คือซิลิโคนจะอยู่ใต้กล้ามเนื้อบางส่วน และอยู่นอกกล้ามเนื้อ หรือใต้ต่อมชั้นไขมันนมบางส่วน วิธีนี้จะสามารถลดการขยับของซิลิโคนตามการหดเกร็งของกล้ามเนื้อได้ดีกว่าการเสริมนมแบบใต้กล้ามเนื้อปกติ หน้าอกจะมีทรงสวยดูเป็นธรรมชาติมากกว่าเสริมชนิดเหนือกล้ามเนื้อ

 

ศัลยกรรมหน้าอก

ในระยะยาววิธีเสริมหน้าอกเหนือกล้ามเนื้อบางส่วนและใต้กล้ามเนื้อบางส่วน (Dual plane) ให้ผลดีกว่า เป็นบล็อกน้อยกว่า เป็นริ้วน้อยกว่า และไม่ทำให้หน้าอกคล้อยมากขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป แต่การผ่าตัดวิธีนี้ทำยากกว่าวิธีเหนือกล้ามเนื้อมาก ต้องอาศัยศัลยแพทย์ที่มีประสบการณ์ เพราะต้องออกแบบจัดเรียงชั้นกล้ามเนื้อ เพื่อวางซิลิโคนในตำแหน่งที่เหมาะสม หมอหลุยส์จาเรมผ่าตัดใช้วิธีนี้ Dual plane ทุกเคส

 

 

เลือกซิลิโคนแบบไหน, แผลผ่าตัด หรือวิธีผ่าตัดเสริมนมอย่างไร? จึงจะเหมาะกับเรา





เสริมหน้าอกรีวิวสวยๆ

 

เสริมหน้าอก ผ่าตัดอย่างไร


 ทำนม รีวิวสวยๆ

 

เสริมนมรีวิว สวยๆ

 

เสริมหน้าอก Motiva

 


 

เสริมหน้าอก เสริมนมโดยหมอหลุยส์ Jaremclinic

 

 

 

สรุป

การจะตัดสินใจ เสริมหน้าอก ต้องดูตามความต้องการของเราก่อนว่าต้องการหน้าอกแบบไหน ขนาดใหญ่ดึงดูดใจ แบบพอดีตัวเสริมบุคลิก ใส่เสื้อผ้าสวย ไม่ต้องการเนินหน้าอกสูง อยากให้อกชิด ไม่ต้องการหน้าอกเป็นบล็อก ฯลฯ จากนั้นศึกษาหาข้อมูลด้วยตัวเองก่อน ถึงข้อดีข้อเสียของซิลิโคนรูปทรงต่างๆ ทั้งทรงกลมทรงหยดน้ำ ตำแหน่งผ่าตัด  สุดท้ายต้องได้ปรึกษากับศัลยแพทย์ที่เราสนใจ แพทย์ผู้ซึ่งจะเป็นคนผ่าตัดให้เรา ได้สอบถามโดยตรง ฟังความคิดเห็นคำแนะนำต่างๆว่าเสริมนมแบบไหนเหมาะกับเรา เมื่อเราตัดสินใจแล้ว เราก็ต้องเชื่อฟัง ปฏิบัติตัว ดูแลตัวเองอย่างเคร่งครัด เพื่อให้แผลหายเร็ว หน้าอกทรงสวยถูกใจ

 

reference

BIA-ALCL

Silicone illness syndrome

 

 

 

นพ พลเดช สุวรรณอาภา,หมอหลุยส์

บทความโดย นพ. พลเดช สุวรรณอาภา (หมอหลุยส์ JaremClinic)

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางเสริมหน้าอก

แพทย์ศาสตร์บัณฑิตที่ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล
      วุฒิบัตรแพทย์สภาเฉพาะทางศัลยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

 


เสริมนม รีวิว

 

สนใจขอคำปรึกษาหรือสอบถามรายละเอียดได้ที่นี่